11 เมษายน 2560

: การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคขยะและของเสีย


: การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคขยะและของเสีย


การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการจัดการขยะและของเสียคิดเป็นส่วนน้อยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด ภาคส่วนนี้จึงอยู่ในฐานะผู้ประหยัดก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคส่วนอื่นๆ ด้วยการป้องกันการเกิดขยะและนำขยะกลับมาใช้ใหม่ (UNEP, 2010)
มาตรการที่สามารถนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนนี้ ได้แก่ การนำก๊าซมีเทนที่เกิดจากการฝังกลบขยะมูลฝอยมาใช้ใหม่ การใช้เตาเผาขยะที่มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ การบำบัดน้ำเสีย การรีไซเคิลและการลดจำนวนขยะให้เหลือน้อยที่สุด (IPCC, 2550)
ในส่วนของขยะจากการบริโภค (Post-consumer waste) นับเป็นส่วนน้อยที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยส่วนประกอบหลักของก๊าซเรือนกระจกส่วนนี้ ประกอบด้วยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการนำขยะไปฝังกลบ ก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสีย และก๊าซไนตรัสออกไซด์ นอกจากนี้ ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อีกเล็กน้อย ที่เกิดจากการเผาขยะที่มีคาร์บอน (เช่น พลาสติก และวัตถุสิ่งทอสังเคราะห์)
การทำให้ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากขยะและของเสียลดน้อยลง สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การนำก๊าซที่เกิดจากขยะที่ถูกฝังกลบมาใช้ (เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน) การนำขยะจากการบริโภคมาใช้ใหม่ (เพื่อป้องกันการสร้างขยะ) การทำปุ๋ยจากขยะและของเสีย (เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) รวมไปถึงการดำเนินกระบวนการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการนำขยะไปฝังกลบ (กระบวนการที่ใช้ความร้อน เช่น การกำจัดขยะโดยการเผา กระบวนการเผาไหม้ร่วมกันทางอุตสาหกรรม การบำบัดโดยวิธีเชิงกลชีวภาพ (Mechanical Biological Treatment (MBT)) และการย่อยสลายโดยไม่ใช้ออกซิเจน) ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะและของเสีย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ ไปประยุกต์ใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับแรงผลักดันจากระดับท้องถิ่น ประเทศ และภูมิภาค ในการบริหารจัดการขยะและของเสีย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก



           ที่มา: Environment, 2016 ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม
                                         กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   

             
                                  

: การละลายของแผ่นภูเขาน้ำแข็ง

: การละลายของแผ่นภูเขาน้ำแข็ง



แผ่นภูเขาน้ำแข็งคือมวลดินแดนน้ำแข็งกลาเซียร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ขนาด 50,000 ตารางกิโลเมตร (20,000 ตารางไมล์) ปัจจุบันนี้ โลกมีแผ่นภูเขาน้ำแข็งที่สำคัญซึ่งครอบคลุมทวีปกรีนแลนด์ (Greenland) และแอนตาร์กติกา (Antarctica) ทั้งสองดินแดนภูเขาน้ำแข็งนี้เป็นแหล่งน้ำแข็งที่บรรจุน้ำจืดถึงร้อยละ 99 ของแหล่งน้ำทั้งหมดในโลกใบนี้ แผ่นภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์ติคมีขนาดประมาณ 14 ล้านตารางกิโลเมตร (5.4 ล้านตารางไมล์) และมีน้ำแข็ง 30 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร (7.1 ล้านลูกบาศก์ไมล์) ภูเขาน้ำแข็งกรีนแลนด์มีขนาดพื้นที่ประมาณ 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร (656,000 ตารางไมล์) และภูเขาน้ำแข็งครอบคลุมทั้งทวีปกรีนแลนด์เป็นส่วนใหญ่ (NSIDC).

ดินแดนขั้วโลกมีความสำคัญในการขับเคลื่อนสภาพภูมิอากาศของโลก เมื่อโลกมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับความร้อนในมหาสมุทร ทำให้เกิดการละลายของภูเขาน้ำแข็งที่ดูดซับความร้อนจากมหาสมุทรบริเวณโดยรอบ เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลาย ส่งผลต่อการลดลงของแหล่งน้ำจืดจากภูเขาน้ำแข็ง เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร และสภาพความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลจากองค์การนาซ่า (NASA) จากการสำรวจผ่านสัญญาณดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าแผ่นภูเขาน้ำแข็งในทั้งทวีปแอนตาร์กติกาและทวีปกรีนแลนด์ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาน้ำแข็งได้สูญเสียมวลน้ำแข็งไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ทวีปแอนตาร์กติกาได้สูญเสียแผ่นภูเขาน้ำแข็งไปแล้ว 134 พันล้านเมตริกตัน/ปี ในขณะที่ทวีปกรีนแลนด์ได้ได้สูญเสียแผ่นภูเขาน้ำแข็งไปแล้ว 287 พันล้านเมตริกตัน/ปี ดังรูป



           ที่มา: Environment, 2016 ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม
                                         กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   

: การท่องเที่ยวกับการตั้งรับภัยพิบัติในประเทศไทย


: การท่องเที่ยวกับการตั้งรับภัยพิบัติในประเทศไทย



          การท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทุกประเภท ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใด ๆ มักทำให้การท่องเที่ยวซบเซา เนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ภัยพิบัติส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต บริการนำเที่ยว และผู้ประกอบธุรกิจในสถานที่ท่องเที่ยวขาดรายได้ ต้องเสียทั้งงบประมาณในการซ่อมแซมฟื้นฟู และต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมา
การสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวและสถานประกอบการเพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกเพื่อให้รู้ว่าหากเกิดภัยจะต้องดูแลป้องกันส่วนใดก่อนเป็นอันดับแรก หรือมีส่วนใดที่ต้องดูแลรักษาไม่ให้เกิดความเสียหายโดยเด็ดขาด เช่น สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ การพิจารณามาตรการที่จำเป็นในการลดความเสี่ยง ทั้งการเตรียมพร้อม ปรับตัวและรับมือของภาคการท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของกิจการ และเพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในศักยภาพของพื้นที่ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
มาตรการเตรียมรับมือภัยพิบัติ
1. มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ
1.1   มาตรการที่ใช้โครงสร้าง
1.1.1         ก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท สถานประกอบการให้มีโครงสร้างแข็งแรงได้มาตรฐาน โดยเฉพาะหากตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ
1.1.2         ใช้โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมในสถานประกอบการ สถานที่ท่องเที่ยวและโบราณสถานในพื้นที่น้ำท่วมถึง
1.2   มาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง
1.2.1         หลีกเลี่ยงการเลือกทำเลที่ตั้งของกิจการในพื้นที่ล่อแหลม โดยเฉพาะการบุกรุกก่อสร้างในพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำลายระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และยังเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้วย
1.2.2         จัดระบบและจัดทำแผนรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวโดยมีผู้เชี่ยวชาญและมีทักษะดูแล
1.2.3         จัดระบบการทิ้งและกำจัดขยะ ของเสีย น้ำเสีย จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
2. มาตรการเตรียมความพร้อม
1.3   การปรับตัว
1.3.1         ส่งเสริมและสนับสนุนข้าราชการ ตำรวจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ อาสาสมัคร พนักงานและบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ฯลฯ ให้สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ เพื่อสามารถให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้
1.3.2         จัดทำแผนที่บอกเส้นทาง ปรับปรุงระบบป้ายสาธารณะให้ชัดเจน และติดตั้งในแหล่งชุมชน
1.4   การเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ
1.4.1         กำหนดเส้นทางอพยพ วิธีการอพยพและจุดปลอดภัย รวมถึงมีป้ายบอกเส้นทางที่ชัดเจน เช่นเดียวกับเส้นทางหนีไฟในโรงแรม
1.4.2         ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและพนักงานเรื่องความปลอดภัยและข้อปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน
1.4.3         ซ้อมแผนอพยพหนีไฟ และร่วมซ้อมแผนอพยพคลื่นสึนามิ (ในกรณีอยู่ในพื้นที่เสี่ยง) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และชุมชน
1.4.4         จัดเตรียมอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และติดตั้งระบบดับเพลิงที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบให้สามารถใช้งานได้เมื่อเกิดภัย
1.4.5         เตรียมพร้อมด้านการช่วยเหลือพนักงานและนักท่องเที่ยวหากเกิดภัย
1.4.6         จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องใช้เพื่อการยังชีพเก็บไว้ในจุดปลอดภัย และตรวจสอบวันหมดอายุอยู่เสมอ
1.4.7         เตรียมพร้อมระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีช่องทางรับส่งข้อมูลข่าวสารหลายช่องทางเพื่อการแจ้งเตือนภัย และสามารถสื่อสารให้นักท่องเที่ยวรับทราบและเข้าใจได้ทันเวลาและทันท่วงที ตลอดจนจัดเตรียมระบบสื่อสารสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
1.4.8         จัดทำเอกสารแนะนำเรื่องความปลอดภัยไว้ในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ หรือสื่อวิดีทัศน์ หลากหลายภาษา เพื่อให้ข้อมูลเรื่องภัยพิบัติ การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัย เส้นทางอพยพ พื้นที่ปลอดภัย

1.4.9         ทำประกันความเสียหายหากเกิดภัยต่าง ๆ

                         ที่มา: Environment, 2016  ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม 
                            กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  

: ภัยเสี่ยงที่มาพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

: ภัยเสี่ยงที่มาพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยสารพิษอันตรายหลากหลายชนิดออกมา ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน แหล่งน้ำ และมลพิษทางอากาศ รวมถึงก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย และซ้ำร้ายอาจถึงชีวิต ลองมาทำความรู้จักกับอันตรายที่แฝงมากับถ่านหินที่ซุกซ่อนภัยมืดคุกคามสุขภาพของผู้คน


ผลจากการศึกษาวิจัยของกลุ่มแพทย์ในสหรัฐอเมริกา องค์กรแพทย์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Physicians for Social Responsibility: PSR)  ได้เผยว่ามลพิษจากการเผาผลาญถ่านหินนั้นคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ซึ่งสำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษถ่านหินสูงถึงหลายหมื่นคน ต่อปี และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคทางระบบประสาท ทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหัวใจ และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็ง ด้วยมลพิษจากถ่านหินสูงถึงสี่ในห้าของสาเหตุการเสียชีวิตทั่วสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน ดังเช่นเหมืองของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะนั้นเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจในคนงานเหมือง และทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวเหมืองและโรงไฟฟ้า  ทั้งดิน น้ำ และอากาศที่อยู่ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินก็ต่างได้รับมลพิษปนเปื้อน อีกทั้งยังปลดปล่อยสารพิษมหาศาลไปในรัศมีไกล ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้าต่างได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวัน ทั้งทางสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่
จากเหมืองขึ้นสู่ท้องฟ้า จากการขุดเจาะไปจนถึงการเผาไหม้ ก่อให้เกิดมลพิษในทุกขั้นตอนการผลิต โรงไฟฟ้าถ่านหินปลดปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ โดยมลพิษหลักนั้นได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฝุ่น และปรอท ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะใช้ดักจับปรอทที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีสารโลหะหนักต่างๆ เช่น อาร์เซนิก แบรีเลี่ยม แคดเมี่ยม โครเมี่ยม ตะกั่ว แมงกานีส นิกเกิล เรเดี่ยม เซลีเนี่ยมและโลหะชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในผงฝุ่นที่ออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย สารพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะวนเวียนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น เมื่อคนในชุมชนบริโภคปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษเข้าไป คนก็จะได้รับสารพิษนั้นเข้าสู่ร่างกาย

ปอดสีดำ ผลพวงจากฝุ่นผงของถ่านหิน
มีผลการวิจัยออกมาว่า หนึ่งในสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด คือ ฝุ่นผงจากถ่านหิน  โดยการสูดหายใจเอาฝุ่งผงจากถ่านหินเข้าสู่ปอดนั้นสามารถทำให้คนงานเหมืองถ่านหินเป็นโรคปอด หรือที่เรียกว่า  “ปอดสีดำ” (black lung) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ฝุ่นผงถ่านหินนั้นฝังตัวอยู่ในปอด ทำให้หายใจได้ลำบาก การวิจัยระบุว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับร้อยละ 2.8 ของคนงานเหมืองถ่านหิน และร้อยละ 0.2 ของคนงานถ่านหินมีรายแผลเป็นในปอด ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงที่สุดของโรคนี้ โดยในแต่ละปีนั้นมีผู้เสียชีวิตเกือบ 400 คน จากอาการปอดสีดำนี้


ถ่านหินสะอาดคือความพยายามของภาคอุตสาหกรรมเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่สกปรก เป็นคำประดิษฐ์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกน้อยลงนั้นมีราคาสูงมาก และหากภาครัฐยังคงเสพติดอยู่กับพลังงานถ่านหิน ประชาชนอาจต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะลบปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมออกไปได้ทั้งหมด โรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ อันเกิดขึ้นจากมลพิษของถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นอายุเท่าใด หรือมีร่างกายแข็งแรงเพียงใด

                                                                                      ที่มา: Greenpeace Thailand 

: อันตรายจากแสงสีฟ้า หน้าจอคอม!!

: อันตรายจากแสงสีฟ้า หน้าจอคอม!!

ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือจอสัมผัส หรือ Smartphone แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์พกพา หรือ Tablet กลายเป็นปัจจัยที่ห้า สำหรับทุกคนไปแล้ว แต่ละคน อย่างน้อยต้องมีอุปกรณ์พกพาเหล่านี้ ติดตัวคนละ 1 ชิ้นกันเป็นอย่างน้อย ไว้สำหรับพูดคุย ติดต่อสื่อสารกัน หรือไม่ก็เล่นเกมส์ อ่านข่าว ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ หรือไม่ว่าจะทำงาน หรือซื้อขายสินค้า ก็ทำได้บน Smartphone ได้อย่างง่ายดาย


แสงสีฟ้า คือ แสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาว ที่มนุษย์มองเห็น โดยแสงขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง แสงสีฟ้า จะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม แสงสีฟ้า คือ คลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร โดยแสงสีฟ้านั้น จะมีอยู่รอบตัวเรา พบได้ในแสงแดด หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ แต่ที่พบมากที่สุด คือ หน้าจอคอมพิวเตอร์, มือถือสมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต ที่นิยมใช้กันตลอดเวลามากกว่า อุปกรณ์ชนิดอื่นๆ ทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตาของเรา อย่างที่เราคาดไม่ถึง
จากงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า แสงสีฟ้า (Blue Light) จะทำให้เซลล์ตายได้ เนื่องจากแสงสีฟ้า มีพลังงานมากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ภายในลูกตา แล้วสารอนุมูลอิสระ จะทำให้เซลล์จอประสาทตาตายได้ อาจส่งผลทำให้เกิด โรคจอประสาทตาเสื่อม คือ จะมีอาการมองภาพตรงกลางไม่ชัด เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ และโรคนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

“แสงสีฟ้า” ยังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่มีอีกประเด็นที่กำลังเป็นมหันตภัยเงียบ คือ “ตาขี้เกียจ” (Amblyopia)
“ตาขี้เกียจ” คือ ภาวะที่ตานั้นไม่ได้ใช้งานนานๆ มันจะหยุดการทำงานแค่นั้น เช่น ถ้ามีตาข้างหนึ่งดี อีกข้างมีสายตาสั้นมากๆ ร่างกายจะใช้ตาข้างที่ดี แล้วไม่ใช้ตาข้างสายตาสั้นมากๆนั่นหมายความว่า ตาข้างนั้น อาจจะมองเห็นแค่นับนิ้วได้ ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะใช้การเลสิก หรือแว่นสายตา ก็ช่วยไม่ได้ ยกเว้นแต่แก้ไขก่อนอายุ 8 ขวบ สายตาขี้เกียจ มักเจอข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง แต่ผมก็เคยเด็กที่เป็นทั้งสองข้าง น่าสงสารมาก
เพราะเจอเมื่อตอนอายุ 12 ขวบไปแล้ว และเขาต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต ซึ่งแนะนำว่า ควรจะป้องกันไว้ ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ยังเด็กๆ เลยดีกว่าผู้ปกครองท่านใด ที่เลี้ยงลูกด้วย มือถือ หรือ แทบเล็ต ควรจะดูแลบุตรหลานของท่าน ให้ห่างจาก อุปกรณ์พกพาพวกนี้ ไว้ก่อนดีกว่า
 ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากแสงสีฟ้า

·         หมั่นตรวจเช็คดวงตาปีละหน ป้องกันอาการเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สายตา และควรใส่ใจตรวจสอบดวงตาว่า มีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น ตาแห้งง่าย ไม่ควรใช้งานสายตาเป็นเวลานานติดต่อกัน หากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือทำงานกับแสงจ้าเป็นเวลานาน ก็ควรพักสายตาทุก 30-45 นาที
·         การติดฟิล์มกันรอย ที่มีคุณภาพดี และมีประสิทธิภาพ ในการถนอมสายตา ช่วยกรองแสงสีฟ้าออกจากหน้าจอได้

·         การบำรุงสายตาด้วยอาหารที่มีประโยชน์ อย่าง ผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอ ซี อี เบต้าแคโรทีน และไบโอฟลาโวนอยด์ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แครอท, ผักบุ้ง, ตำลึง, ผักคะน้า, มะละกอ, มะม่วงสุก ก็สามารถช่วยบำรุงและถนอมสายตาได้ค่ะ

27 กันยายน 2559

: มหันตภัย "ไดอ๊อกซิน"

ไดอ๊อกซินคืออะไร?
     ไดอ๊อกซิน (dioxins) เป็นผลิตผลทางเคมีที่เกิดขึ้นมาโดยมิได้ตั้งใจผลิต (unintentionalproducts) จากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นสารประกอบในกลุ่มคลอริเนตเตทอะโรเมติก (chlorinated aromatic compounds) ที่มีออกซิเจน(O) และคลอรีน(Cl) เป็นองค์ประกอบ 1 ถึง 8 อะตอม ไดอ๊อกซินมีชื่อเรียกเต็ม คือ โพลี่คลอริเนตเตท ไดเบนโซ่ พารา-ไดอ๊อกซิน (polychlorinated dibenzo-para-dioxins : PCDDs) สารในกลุ่มไดอ๊อกซินมีทั้งหมด 75 ชนิด สารประกอบที่คล้ายคลึงกับกลุ่มไดอ๊อกซินอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “ฟิวแรน (furans) หรือมีชื่อเรียกเต็มว่า โพลีคลอริเนตเตท ไดเบนโซ่ ฟิวแรน (polychlorinated dibenzo furans : PCDFs) มีอยู่ 135 ชนิด สารฟิวแรน (PCDFs) แตกต่างจากกลุ่ม "ไดอ๊อกซิน(PCDDs)" ก็โดยมีออกซิเจนน้อยกว่าอยู่ 1 อะตอม โดยทั่วไปนักวิชาการมักเรียกรวมและรู้จักกันทั่วว่า "ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน" หรือ “PCDDs/PCDFs” เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากทั้งด้านคุณสมบัติ ความเป็นพิษ และแหล่งกำเนิด สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน สามารถผลิตขึ้นมาได้จากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสาร 4,5-dichlorocatechol และ สาร 2,5-dinitro-1,4-dichlorobenzene ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับการศึกษาและเป็นสารมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์เท่านั้น และยังไม่เคยมีรายงานจากแหล่งใดๆ ว่าผลิตมาเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ



โครงสร้างของไดอ๊อกซินและฟิวแรน

2,3,7,8 Tetrachloro dibenzo dioxin
(2,3,7,8 Tetra CDD)

-----------------------------------------

2,3,7,8 Tetrachloro dibenzo
(2,3,7,8 Tetra CDF)


ชนิดของสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน

     สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน มีทั้งหมด 210 ชนิด (75+135) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สารคลอรีน (Cl) ไปประกอบอยู่บนวงแหวนเบนซีน (benzene ring) สาร 210 ชนิดนี้ส่วนใหญ่ไม่มีผลร้ายกับสุขภาพมนุษย์มากนักมีอยู่เพียง 17 ชนิด เท่านั้นที่มีรายงานว่ามีพิษร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ คือ 1) 2,3,7,8-TetraCDD, 2)1,2,3,7,8-PentaCDD, 3)1,2,3,4,7,8-HexaCDD, 4)1,2,3,6,7,8-HexaCDD, 5)1,2,3,7,8,9-HexaCDD, 6)1,2,3,4,6,7,8-HeptaCDD, 7)OctaCDD, 8)2,3,7,8-tetraCDF, 9)1,2,3,7,8-PentaCDF, 10)2,3,4,7,8-PentaCDF, 11)1,2,3,4,7,8-HexaCDF, 12)1,2,3,6,7,8-HexaCDF, 13)1,2,3,7,8,9-HexaCDF, 14)2,3,4,6,7,8-HexaCDF, 15)1,2,3,4,6,7,8-HeptaCDF, 16)1,2,3,4,7,8,9-HeptaCDF, 17)OctaCDF และชนิดที่มีพิษร้ายแรงที่สุดก็คือ 2,3,7,8-TCDD

     การตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน หรือ PCDDs/PCDFs ที่ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมจะทำการวัดกันในระดับที่ต่ำมากๆ กว่าสารพิษชนิดอื่นใดโดยจะนิยมวัดกันที่ระดับ นาโนกรัม (nanogram, ng) หรือ 0.000000001 g หรือ 10-9 g และที่ระดับ พิโคกรัม (picogram, pg) หรือ 0.000000000001 g หรือ 10-12 g ต่อ น้ำหนักดิน 1 กิโลกรัม(kg) หรือปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร(m3)หรือ น้ำ 1 ลิตร ( l )


ความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (หนูและกระต่าย)

พิษเฉียบพลัน
    ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ไม่ทำให้เกิดอาการพิษหรือตายอย่างทันทีแต่อาการจะค่อยๆ เกิดและเพิ่มความรุนแรงจนถึงตายได้ อาการเฉียบพลันที่ปรากฏคือ ทำให้เกิดโรคผิวหนังที่เรียกว่า “Chloraone” คือมีผิวหนังขึ้นเป็นสิวหัวดำ มีถุงสีน้ำตาลอมเหลืองของผิวหนังบริเวณหลังใบหู ขอบตา หลัง ไหล่ และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ อาจมีขนขึ้นในบริเวณที่ปกติจะไม่มีขึ้น ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น สีของเล็บเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เยื่อบุตาอักเสบและมีขี้ตา
    มีรายงานการเกิดอาการ“Chloraone” นี้ในคนที่อยู่ในบริเวณที่ได้รับการปนเปื้อน ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่อิตาลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น

พิษเรื้อรัง
   ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ทำให้น้ำหนักตัวลดลง เกิดความผิดปกติที่ตับ เซลล์ตับตาย และเกิดอาการโรคผิวหนังอักเสบ

การเป็นสารก่อมะเร็ง
     สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติได้จัดให้สาร ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์จากการที่มีข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยัน และจากการศึกษาระยะยาวในสัตว์ทดลองพบว่า สารนี้ทำให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ของหนูโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตับ ซึ่งได้รับสารปริมาณน้อยมากแค่ 10 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวเท่านั้น นอกจากตับแล้วยังพบว่าสารนี้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ของหนูได้ เช่น ลิ้นแผ่นกั้นช่องจมูก เพดานปากส่วนแข็ง ต่อมไทรอยด์ ชั้นนอกของต่อมหมวกไต ชั้นใต้ผิวหนัง และปอด ต่อมไทรอยด์เป็นตำแหน่งไวที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งในหนู ซึ่งระดับไดอ๊อกซินต่ำที่สุดที่ได้รับคือ 1.4 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตามการศึกษากลไกของการเกิดมะเร็งพบว่าสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ไม่ใช่สารก่อเซลล์มะเร็งโดยตรง (tumor initiator) หรือถ้าเป็นก็มีฤทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นสารสนับสนุนการเกิดมะเร็ง (tumor promotor) ที่มีความรุนแรงมากที่สุด

ความเป็นพิษต่อระบบประสาท
     มีรายงานว่าเกิดโรคระบบประสาทในคนงานที่ได้รับสารนี้จากการหกรดหรือปนเปื้อนในอุตสาหกรรม โดยมีอาการกล้ามเนื้อมือเสื่อมไม่มีกำลัง มีการแสดงอาการโรคประสาท เช่น การสูญเสียความรับรู้บนเส้นประสาท ปลายมือ และปลายเท้าอ่อนเพลีย เป็นต้น สำหรับหนูทดลองพบว่า ขาหน้าไม่มีแรงในการจับยึด เดินหมุนเป็นวง ไม่สามารถไต่กรงได้และความรับรู้ผิดปกติ

ความเป็นพิษต่อภูมิคุ้มกัน
     การศึกษาทางระบาดวิทยาของคนพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับภูมิคุ้มกันบางชนิดในบางกลุ่มคนที่ ได้รับสารไดอ๊อกซินจากอุบัติการณ์การปนเปื้อน เช่น ที่อิตาลีและที่รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา

ความผิดปกติต่อการสืบพันธุ์ 
      สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ทดลองและปริมาณของสาร ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ของสัตว์เพศผู้และเพศเมีย ลักษณะทั่วไปในเพศเมียคือการผสมติดของสัตว์ลดลงหรือไม่สามารตั้งท้องได้จนครบกำหนด จำนวนลูกต่อครอกลดลง การทำงานของรังไข่ผิดปกติหรือไม่ทำงาน วงจรของระดูหรือการเป็นสัดผิดปกติ และมีเนื้อเยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตภายนอกมดลูก
     ในเพศผู้พบว่าสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ทำให้น้ำหนักของอัณฑะและอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ลดลง อัณฑะมีรูปร่างผิดปกติ การสร้างเชื้ออสุจิลดลง และการผสมติดลดลง สัตว์ที่มีความไวต่อสารได้แก่ ลิงและหนูชนิดต่างๆ ระดับต่ำสุดที่ 1 ไมโครกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน และได้รับต่อเนื่องกันนาน 13 สัปดาห์ ทำให้การสร้างอสุจิลดลง

ความผิดปกติในทารก
     จากการศึกษาสัตว์ทดลองตัวเมียและผลการศึกษาทางระบาดวิทยาของคนที่ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันพบว่าสารนี้มีความเป็นพิษต่อการพัฒนาตัวอ่อนหรือทารกซึ่งมีผลกระทบ 3 รูปแบบคือ 1) ทำให้ตัวอ่อน/ทารกผิดปกติและตายก่อนครบกำหนด 2) ทำให้ทารกมีโครงสร้างผิดปกติ 3) ทำให้การทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อบางชนิดผิดปกติ
     การศึกษาในมารดาพบว่าการได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนที่ปนเปื้อนในน้ำมันรำข้าวที่ประเทศจีนทำให้มีอัตราการตายของทารกในช่วงตั้งครรภ์สูง ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติซึ่งแสดงถึงการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติของทารก ทารกบางรายเกิดมามีรูปร่างผิดปกติ ที่เกาะไต้หวันพบว่าทารกที่เกิดมามีอาการผิดปกติของระบบประสาท มีการพัฒนาทางสติปัญญาช้ากว่าปกติและมีพฤติกรรมประสาทผิดปกติ
     ลักษณะผิดปกติที่เด่นชัดของทารกในครรภ์คือผิวหนังและเยื่อบุมีสีเข้มกว่าปกติ เล็บมือและเท้ามีสีเข้มและผิดรูปผิดร่าง ขับสารออกมากกว่าปกติ เยื่อบุตาอักเสบ เหงือกมีการบวมขยายใหญ่ ทารกแรกเกิดมีฟันขึ้นแล้ว การขึ้นของฟันแท้ผิดปกติหรือไม่มีฟันแท้ขึ้น และรากฟันมีรูปร่างผิดปกติ ลักษณะของฟันที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติก็พบได้ในทารกที่ดื่มน้ำนมมารดาที่มีสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน ปนเปื้อนอยู่

การรับสารของมนุษย์
     ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารที่มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและละลายได้ดีในไขมันจึงสะสมได้ในสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าพืช เมื่อมนุษย์บริโภคพืชและสัตว์ก็จะได้รับสารนี้ด้วย ปริมาณของสารที่มนุษย์ได้รับแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่แต่ละคนบริโภคและปริมาณของสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่ปะปนอยู่ในอาหารแต่ละชนิด อาหารที่มีการปนเปื้อนมากตามลำดับคือ เนื้อ ผลิตภัณฑ์นม ปลา ไข่ ผักและผลไม้ นอกจากนี้มนุษย์ยังสามารถรับสารนี้ได้จากอากาศและน้ำ อีกด้วย
     แหล่งสำคัญที่ได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน คือจากอาหาร สัตว์ทดลองมีความสามารถในการดูดซึมสารได้มากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณที่ได้รับ มนุษย์สามารถดูดซึมได้มากกว่าร้อยละ 87 ของปริมาณที่ได้รับ การดูดซึมทาง ผิวหนังพบว่าเกิดขึ้นได้น้อยกว่าทางปาก ส่วนการหายใจจะได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน จากการใช้เตาเผาชนิดต่างๆ ซึ่งปล่อยอนุภาคที่มีสารนี้ปนเปื้อนอยู่ ดังนั้นการสูดอากาศที่มีเศษขี้เถ้าและฝุ่นที่มีสารนี้ปนเปื้อนอยู่จึงเป็นสาเหตุทำให้ ร่างกายได้รับสารนี้เข้าไป สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่อยู่ในลำไส้จะถูกดูดซึมผ่านทางระบบน้ำเหลืองเข้าสู่กระแสโลหิตและเคลื่อนย้ายเข้าสู่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย โดยทั่วไปการแพร่กระจายสู่เนื้อเยื่อจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากมีการดูดซึมสู่กระแสโลหิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเยื่อที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก เช่น ต่อมหมวกไต หรือเนื้อเยื่อที่มีไขมันปริมาณมากเช่น กล้ามเนื้อ หลังจากนั้นจะไปสะสมอยู่มากที่สุดในตับและรองลงมาคือที่เนื้อเยื่อไขมัน นอกจากนั้นก็พบบ้างที่ไต สมอง ปอด หัวใจ ต่อมไทมัส และอัณฑะ สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน สามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามสารนี้บางส่วนจะถูกเมทตาโบไลท์ภายในร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะและน้ำดี ส่วนทางอุจจาระมีน้อยมาก

การสร้างและการปลดปล่อยสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน
     ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่าสารกลุ่มนี้เกิดขึ้นในรูปของผลผลิตพลอยได้จากหลายกระบวนการและแพร่กระจายไปสู่สิ่งแวดล้อมในอีกลักษณะหนึ่งอาจจะมีปรากฎอยู่ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมในรูปของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารที่มีความคงทนยาวนานในสิ่งแวดล้อมและสามารถเคลื่อนย้ายจากอากาศสู่ดิน จากดินสู่พืช หรือจากดินสู่น้ำโดยการชะล้างและเข้าสู่มนุษย์และสัตว์ต่อไป โดยปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำที่ใช้บริโภค
  1. กระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ ในกลุ่มนี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประเภท คลอริเนตเตท ฟีนอล (chlorinated phenols) และตัวทำละลายที่มีสารคลอรีน (chlorinated solvents) นอกจากนี้ยังรวมอุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
  2. กระบวนการเผาไหม้อุณหภูมิสูงทุกชนิด ในกลุ่มนี้รวมถึงเตาเผากากของเสียทุกชนิด เช่น เตาเผาขยะทั่วไป เตาเผาขยะสารอันตรายหรือกากอุตสาหกรรม เตาเผาขยะติดเชื้อ หรือของเสียจากโรงพยาบาล และเตาเผาศพ เผาซากสัตว์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เป็นทั้งของแข็ง และของเหลวและกระบวนการหลอมโลหะโดยใช้ความร้อนสูง
  3. กระบวนการทางชีวภาพซึ่งอาจมีการสร้างสาร PCDDs/PCDFs ขึ้นมา การย่อยสลายและการหมัก
  4. แหล่งกักเก็บต่างๆ เช่น บริเวณที่ทับถมด้วยกองขยะและดินซึ่งมีสาร PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนสะสมอยู่เป็นเวลายาวนาน     
     อนึ่ง PCDDs/PCDFs อาจเกิดจากการผลิตสารประกอบประเภทคลอริเนตเตท ไฮโดร์คาร์บอนอีกหลายชนิด เช่น pentachlorophenol, polychlorinated biphenyls (PCBs), hexachlorobenzene นอกจากนี้การผลิตสารเคมีหลายชนิด ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิด PCDDs/PCDFs แต่เมื่อสารเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารอื่นๆ ก็อาจทำให้เกิด PCDDs/PCDFs ขึ้นได้ สารเหล่านี้เรียกว่า “สารตั้งต้น” (precursors) ซึ่งมีอยู่ 28 ชนิด คือ



วงจรการผลิตไดอ๊อกซินและฟิวแรน


การปลดปล่อยสู่น้ำ

      ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เข้าสู่แหล่งน้ำได้จากการปล่อยน้ำเสีย การชะล้างจากบริเวณปนเปื้อนหรือจากผลิตภัณฑ์ ปนเปื้อน เช่น การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ประเภทออร์แกนโนคลอรีน (organochlorine) การทิ้งกาก ของเสีย ฯลฯ การปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการเกี่ยวกับการสร้าง PCDDs/PCDFs กล่าวคือ 1) น้ำเสียจากกระบวนการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ (pulp and paper) ที่มีการใช้สารคลอรีนในการฟอกสี 2) น้ำเสียจากกระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารคลอรีน 3) น้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อม เส้นใย หนัง ไม้ที่ใช้สีย้อมหรือน้ำยารักษาคุณภาพของวัตถุดิบที่มี PCDDs/PCDFs เจือปนอยู่ 4) น้ำเสียจากบ้านเรือนทั่วไป เช่น เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างชาม เป็นต้น และ 5) น้ำเสียจากกิจกรรมการผลิตและสถานที่ของกิจกรรมที่มีการใช้สารหรือวัตถุดิบที่ ปนเปื้อนด้วย PCDDs/PCDFs เช่น สถานที่ผลิตและใช้สารคลอโรฟีนอล (chlorophenol) โรงเลื่อย สุสานรถยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้ำมันหกรดอยู่ น้ำเสียจากเตาเผาขยะ เป็นต้น 


การปลดปล่อยสู่ดิน
     ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนถูกปลดปล่อยไปสู่ดินได้โดยการทิ้งหรือการปลดปล่อยผลิตภัณฑ์ที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนอยู่โดยตรงหรือสารนี้สะสมตัวอยู่ในดินโดยผ่านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น จากอากาศสู่ดินดังที่กล่าวแล้ว และสารที่สะสมอยู่ในดินก็จะผ่านเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร (food chain) และถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและสัตว์ต่อไป PCDDs/PCDFs ในดินส่วนใหญ่โดยตรงมาจากผลิตภัณฑ์หรือกากของเสียจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สารรักษาเนื้อไม้ที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อน การนำเอากากของเสียไปใช้ในพื้นที่เกษตร และการนำกากของเสียที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนไปกองทิ้งไว้ เป็นต้น

การปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์
     ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนในผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารประกอบประเภทออร์แกนโนคลอรีนโดยตรงและผลิตภัณฑ์ที่ใช้คลอรีนในกระบวนการ เช่น กระดาษและเยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์ที่มีการปนเปื้อนสูง เช่น พวกคลอริเนตเตท ฟีนอล และอนุพันธ์ เช่น pentachlorophenol (PCP), 2,4,5-trichlorophenoxyacetic acid (2,4,5 –T หรือที่รู้จักกัน ทั่วไปว่า “ฝนเหลือง และ polychlorinated biphenyls (PCBs) ที่ใช้ใน หม้อแปลงไฟฟ้า และ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า ประเทศเยอรมนีได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ปริมาณสาร PCDDs/PCDFs ในผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์สิ่งทอหลายชนิด (ตารางที่ 1 และตารางที่ 2) พบว่าสาร pentachlorophenol เป็นสารที่มีการปนเปื้อน PCDDs/PCDFs สูงสุดถึง 2,320 (g.I-TEQ (g = ng x 1,000)


การปลดปล่อยสู่อากาศ
     ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เข้าสู่บรรยากาศจากแหล่งต่างๆ ทั้งที่เป็นแหล่งคงที่ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการอุตสาหกรรมหรือแหล่งที่ไม่คงที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs เจือปนอยู่ PCDDs/PCDFs จากทั้งสองแหล่งนี้สามารถอยู่คงที่หรือเคลื่อนย้ายไปได้เป็นระยะทางไกลมากจึงสามารถตรวจวัดได้ทั่วไปแม้แต่จากแหล่งต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลมากๆ จากแหล่งที่ปลดปล่อย 
     ตัวอย่างของกระบวนการที่ปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ไปสู่อากาศเช่น กระบวนการเผาไหม้ กระบวนการผลิตโลหะและหลอมโลหะ กระบวนการปิ้งหรือย่าง ตู้อบควัน อุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนสูง เป็นต้น โอกาสที่จะมีการสร้างและปลดปล่อย PCDDs/PCDFs สู่บรรยากาศสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งหรือหลายๆสภาวะร่วมกันคือ 
1) กระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส
2) มีสารพวกอินทรีย์คาร์บอน (organic carbon) 
3) มีสารคลอรีน (chlorine, Cl)
4) ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่


การปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จากเตาเผาอุณหภูมิสูง
       เตาเผา (incinerator) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตาเผาขยะชุมชน (municipal waste incinerator) เตาเผาขยะอันตราย (hazardous waste incinerator) เตาเผาขยะติดเชื้อหรือเตาเผาขยะโรงพยาบาล (medical or hospital waste incinerator) และเตาเผาศพ (crematoria) นับเป็นแหล่งสำคัญที่ปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำเข้าไปเผาซึ่งจะต้องมีส่วนประกอบในสภาวะใดสภาวะหนึ่งหรือหลายๆ สภาวะทั้ง 4 ดังกล่าวแล้วในการเผาที่มีวัสดุใน 3 สภาวะคือ มีสารพวกอินทรีย์คาร์บอน มีสารคลอรีนและมีผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่ จะสามารถผลิตหรือปลดปล่อย PCDDs/PCDFs สู่บรรยากาศได้ ต้องมีตัวแปรหรือสภาวะที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคืออุณหภูมิในการเผาไหม้ 
     การสร้างหรือผลิต PCDDs/PCDFs จากการเผาไหม้จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 200-550 องศาเซลเซียส ความเข้มข้นสูงสุดของ PCDDs/PCDFs จะมีอยู่ในก๊าซและเถ้า (ash) ที่อยู่ในปล่องที่อุณหภูมิประมาณ 350 องศาเซลเซียส ความเข้มข้นจะลดลงต่ำสุดเมื่ออุณหภูมิลดลงหรือเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 275 และ 420 องศาเซลเซียส ตามลำดับแต่ก็ยังมีสารนี้อยู่ในปริมาณต่ำในช่วง 200-275 องศาเซลเซียสและสูงกว่า 420-550 องศาเซลเซียส โมเลกุลของ PCDDs/PCDFs จะเริ่มถูกทำลาย (break down) เมื่ออุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียสขึ้นไปและจะถูกทำลายเกือบสมบูรณ์เมื่ออุณหภูมิขึ้นไปถึง 1,100 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 วินาที อย่างไรก็ตาม PCDDs/PCDFs จะไม่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงเพราะเมื่ออุณหภูมิลดลงก็จะสร้างขึ้นมาใหม่อีก 
     การสร้างหรือผลิต PCDDs/PCDFs จะมีปริมาณสูงสุดในช่วงของกระบวนการเริ่มเผาด้วยเชื้อเพลิง ถ้าเชื้อเพลิงมีปริมาณสารคลอรีน (Cl) ต่ำความเข้มข้นก็จะต่ำด้วย ในสภาวะการเผาไหม้ที่คงที่ซึ่งเป็นผลมาจากการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ของก๊าซในปล่อง PCDDs/PCDFs ก็เกือบจะถูกทำลายหมดในห้องเผา แต่ในทางตรงข้ามก๊าซในปล่องที่ไม่ถูกเผาไหม้เนื่องจากสภาวะการเผาไหม้ไม่คงที่จะเป็นผลให้มีความเข้มข้นของ PCDDs/PCDFs สูงในก๊าซที่ออกมา ในอีกส่วนหนึ่งที่ PCDDs/PCDFs ถูกสร้างขึ้นก็คือในส่วนที่เป็นหม้อไอน้ำ (boiler) ซึ่งจะมีการสะสมตัวของกากขี้เถ้าลอย (fly ash) อยู่ในบริเวณนี้ ดังนี้เตาเผาที่มีประสิทธิภาพสูงและกำจัด PCDDs/PCDFs ได้สูงสุดดีกว่ามาตรฐานที่กำหนดก็จะต้องมีอุปกรณ์ที่เผาก๊าซอย่างสมบูรณ์และประกอบด้วยอุปกรณ์กำจัดสารพิษต่างๆ ในก๊าซในปล่องและเถ้าลอย (fly ash) อุปกรณ์นี้เรียกว่า “ เครื่องทำความสะอาดก๊าซ (flue gas cleaner) เมื่อมีการทำความสะอาดดังกล่าวแล้ว ส่วนที่เหลือจากกระบวนการเผาซึ่งเป็น “ เถ้าหนัก (bottom ash) “หรือ” เถ้าลอย (fly ash) “ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่น นำไปใช้ในการก่อสร้างโดยไม่มีอันตรายจากสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน

ทำเนียบ (inventory) การปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ในประเทศต่างๆ


   ประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศได้จัดทำปริมาณการปลดปล่อยสาร PCDDs/PCDFs ในแต่ละปีและได้มีการทำรายงานรวบรวมไว้ได้จาก 14 ประเทศในปี พ.ศ. 2538 พบว่ามีการปลดปล่อยจาก 14 ประเทศ (ภาพที่ 1) ประมาณ 9,700 g. I-TEQ ต่อปี โดยเตาเผาขยะต่างๆ เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก อังกฤษ เบลเยี่ยม และจีน ส่วนประเทศสวีเดน เยอรมนี ออสเตรีย และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่มาจากแหล่งกำเนิดประเภทโรงหลอมโลหะต่างๆ





สำหรับประเทศเยอรมนีซึ่งปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จำนวน 333 g.I-TEQ ต่อปี (ตารางที่ 3 ) นั้น อุตสาหกรรมหลอมโลหะนับว่าปลดปล่อยมากที่สุดถึง 168 g.I-TEQ/ปี รองลงมาก็คืออุตสาหกรรมหลอมโลหะประเภท non-ferrous (91.6 g.I-TEQ/ปี) และเตาเผาขยะชุมชน (30 g.I-TEQ/ปี)





กลไกทางกฎหมายควบคุมไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน
     จากการที่ PCDDs/PCDFs เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์แม้ในปริมาณน้อยมาก ประเทศต่างๆ จึงได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการควบคุม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้กำหนดไว้ให้มนุษย์สามารถรับสาร PCDDs/PCDFs ในแต่ละวันได้ไม่เกิน 0.04 นาโนกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดความเข้มสูงสุดในน้ำดื่มที่ 0.03 นาโนกรัมต่อลิตร ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกำหนดความเข้มข้นในน้ำนมไม่ให้เกิน 0.9 นาโนกรัม (ng.I-TEQ) ต่อปริมาณไขมัน 1 กิโลกรัม และถ้าพบว่ามีค่าเกิน 5.0 ng.I-TEQ ก็จะไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายและทำลายผลิตภัณฑ์นมนั้นๆ เสีย
     สำหรับมาตรฐานการปลดปล่อยสารสู่บรรยากาศนั้น เนื่องจากเตาเผาอุณหภูมิสูงเกือบทุกชนิดเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญที่สุด ประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้วทั่วโลก จึงมีการกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ไว้เป็นปริมาณ “นาโนกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของปริมาตรอากาศ” (ตารางที่ 6) การกำหนดมาตรฐานส่วนใหญ่จะใช้หน่วยเดียวกันคือ “นาโนกรัม (nanogram)” หรือมีค่าเท่ากับ 10 –9 g. ซึ่งจะเป็นผลการวัดสาร PCDDs และ PCDFs แต่ละตัว แล้วนำค่าที่วัดได้ไปคูณด้วยค่าเปรียบเทียบความเป็นพิษหรือ “International Toxicity Equivalent Factor (I-TEF)” (ตารางที่ 5 ) แล้วนำผลบวกของแต่ละค่าออกมาเป็นปริมาณ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดต่อปริมาณอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตรหรือ Nm 3 (Normalized cubic meter) และเรียกค่านี้ว่า “ ….ng.I-TEQ/Nm 3 “สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจวัดและกำหนดค่ามาตรฐานเป็นค่ารวม (total) ทั้งหมดของ PCDDs และ PCDFs ที่วัดจริงโดยมิได้นำค่าเปรียบเทียบความเป็นพิษ (I-TEF) มาคูณ ค่าที่ออกมาจึงสูงกว่าค่ามาตรฐานของประเทศต่างๆ ในยุโรปและเอเชียบางประเทศ ค่ามาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ ….ng.total/Nm 3 “ ประเทศไทยได้นำระบบของประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับเตาเผาขยะชุมชนในปัจจุบันนี้เช่นกัน



ระบบเตาเผาขยะสารอันตรายและขยะโรงพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (Best Available Technology หรือ BAT)
     เตาเผาที่สมบูรณ์แบบในด้านเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพในการเผา การใช้ประโยชน์และกำจัดมลพิษที่สำคัญต่างๆ (ภาพที่ 2) ได้ จะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ ซึ่งทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ คือ

1.ส่วนที่จะป้อนขยะเข้าเตาเผา ซึ่งมีระบบแยกกันตามประเภทของขยะกล่าวคือ เป็นของแข็ง ของเหลว ของแข็งหรือของเหลวเป็นพิษชนิดต่างๆ โดยระบบอัตโนมัติหรือระบบสายพาน ใช้มนุษย์จับต้องน้อยที่สุด พนักงานควบคุมการป้อนขยะต้องมีความรู้ความชำนาญอย่างดี

2.ส่วนที่เป็นเตาเผา ซึ่งอาจจะเป็นระบบตะแกรงนอน (stroker type) หรือระบบเตาหมุน (rotary kiln) จะต้องมีอุณหภูมิสูง 900 องศาเซลเซียสขึ้นไป ปกติแล้วเตาเผาขยะพิษหรือขยะอันตรายต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ขึ้นไป จากนั้นก๊าซที่ถูกเผาไหม้จะผ่านไปห้องเผาที่ 2 หรือ “

3.ส่วนลดอุณหภูมิและการใช้ประโยชน์ ในส่วนนี้ก๊าซจากปล่องที่มีความร้อนสูงจะถูกลดอุณหภูมิลงจนถึงประมาณ 300 องศาเซลเซียส โดยหม้อไอน้ำ (boiler) ซึ่งส่วนนี้เองจะนำไอน้ำไปปั่นไฟใช้ประโยชน์ด้านพลังงานอย่างคุ้มค่า

4.ส่วนที่ทำให้ก๊าซแห้งและส่วนดูดฝุ่น ในส่วนนี้ก๊าซจากปล่อง (flue gas) จะถูกฉีดไอพ่นด้วยสารชะล้างและทำให้อุณหภูมิลดลงถึงประมาณ 180 องศาเซลเซียส ฝุ่นและเกลือแร่ต่างๆ ที่เกิดจากการระเหยจะถูกเก็บรวบรวมและผ่านเครื่องกรองอากาศ (electrostatic filter)

5.ส่วนที่กำจัดสารมลพิษต่างๆ จากก๊าซในปล่อง (flue gas cleaning) ในส่วนนี้จะติดตั้งระบบถุงกรอง (baghouse filter) และติดตั้งอุปกรณ์กำจัดสารพิษประเภทโลหะหนักและ PCDDs/PCDFs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาชนะบรรจุและฉีดพ่นสารเคมีที่สำคัญ 2 ชนิด คือ ปูนขาว (lime) และถ่าน (activated carbon) ซึ่งเป็นตัวแยกหรือกำจัดไดอ๊อกซินและฟิวแรน (PCDDs/PCDFs) รวมทั้งสารปรอทออกจากก๊าซในปล่องก่อนที่จะถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศต่อไป

6.ส่วนติดตามตรวจสอบมลพิษทางอากาศ ส่วนนี้จะติดตั้งอุปกรณ์แสดงคุณภาพอากาศที่ปลดปล่อยจากปล่องแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง สามารถเห็นได้จากจอที่ติดตั้งให้บุคคลทั่วไปดูได้ สารมลพิษที่สำคัญที่แสดงบนจอคือ ปริมาณฝุ่น CO, So 2 , No x และ HCl ส่วนโลหะหนักเช่น ตะกั่ว ปรอท และ PCDDs/PCDFs จะได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างเป็นระยะๆ โดยติดตั้งจุดเก็บตัวอย่างไว้เป็นการถาวร PCDDs/PCDFs ที่วัดได้จากเตาเผาที่มีเทคโนโลยีสูงเช่นนี้ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 0.0001 ng. I-TEQ/Nm 3

     เตาเผาขยะอันตรายหรือขยะโรงพยาบาลที่ไม่ได้ติดตั้งระบบกำจัดสารมลพิษจากก๊าซในปล่อง (flue gas cleaning) จะสร้างและปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ออกมาสูงกว่ามาตรฐานมาก (ตัวอย่างผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 7) ถึงแม้ว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาไหม้สูงกว่า 900 องศาเซลเซียสแล้วก็ตาม



 ผลรวมของ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดตามวิธีคิดแบบสหรัฐอเมริกา (ng.total/Nm3 )
ผลการวัดแบบเปรียบเทียบค่าความเป็นพิษตามวิธีของยุโรปและประเทศอื่นๆ (ng.I-TEQ/Nm3 )

ระบบเตาเผาศพ (crematoria) ที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (BAT)
เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในปัจจุบันแล้วว่าการเผาศพนอกจากจะเป็นพิธีการสุดท้ายระบบหนึ่งที่กระทำต่อผู้เสียชีวิตแล้วก็ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นก็คือการปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จากกระบวนการเผาไหม้นั่นเอง องค์การอนามัยโลกได้พยายามสร้างความตระหนักให้มนุษยชาติได้เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหานี้ในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากพิธีการเผาศพผู้เสียชีวิตนับวันจะเพิ่มขึ้นตามลำดับในหลายๆประเทศทั่วโลก นอกเหนือจากพิธีการที่มีความแตกต่างกันออกไปตามความนิยมและประเพณีของศาสนาแต่ละประเทศแล้ว ระบบของพิธีการสุดท้ายที่นำร่างกายไปเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่านนั้นก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างมากกับเทคโนโลยี สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงธุรกิจและปัญหาสังคม อันเนื่องมาจากพิษภัยของ “ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน (PCDDs/PCDFs)” มีข้อสงสัยคือ PCDDs/PCDFs ออกมาจากการเผาศพได้อย่างไรและมีปริมาณเท่าใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่อย่างไร
คำตอบด้านผลกระทบต่อมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจาก PCDDs/PCDFs ที่ถูกปลดปล่อยมาจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นและเกี่ยวโยงกับปริมาณของ PCDDs/PCDFs ที่ปลดปล่อยออกมาซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของเตาเผาและวิธีการปฏิบัติงานของอุปกรณ์และมนุษย์ผู้ควบคุมการเผา ส่วนการสร้าง PCDDs/PCDFs นั้นเป็นที่เข้าใจดีแล้วว่ามีสภาวะหรือปัจจัยหลัก 4 สภาวะคือ

หนึ่ง อุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส

สอง มีสารพวกอินทรีย์คาร์บอนซึ่งมาจากโลงศพ สีทาโลงศพและวัสดุประดับอื่นๆ รวมทั้งดอกไม้จันทน์และเชื้อเพลิงอื่น

สาม จาก ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่ สารนี้อาจจะปะปนอยู่ในสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่ใช้รักษาเนื้อไม้ก่อนที่จะนำมาประกอบเป็นโลงศพ และสารประเภทออร์แกนโนคลอรีนซึ่งสะสมอยู่ในไขมันของร่างผู้กำลังจะถูกเผาเอง และ

สี่ มีสารคลอรีน (Cl) ในกระบวนการเผา สาร Cl เป็นตัวการสำคัญที่สุดภายใต้สภาวะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
สาร Cl มาจากทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนอยู่ มาจากพลาสติกประเภท PVC (Polyvinyl Chloride) ที่ใช้ในโลงศพและบางรายใช้ห่อหุ้มศพ สุดท้ายร่างกายของผู้กำลังจะถูกเผาเองถึงแม้ว่าปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออุปกรณ์เครื่องประกอบอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้วร่างกายของมนุษย์ก็ยังคงมีสาร Cl อยู่ในปริมาณสูงคือจาก ไขมันในร่างกายมีการศึกษาว่าร่างกายยิ่งอายุมาก อ้วนมาก ก็จะมีสาร Cl มากไปด้วย และสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ไม่เคยขาดไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว ร่างแห้งเหี่ยวแค่ไหนก็ยังมีเกลือตกค้างอยู่ในร่างกายทุกคน เกลือหรือที่เราทราบกันในภาษาทางเคมีก็คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) และสารประกอบคลอไรด์อื่นๆ สรุปแล้วตัวการสำคัญก็คือมีสารคลอรีน (Cl) นั่นเอง


         การเผาศพและเตาเผาศพ (crematoria) ที่ดีมีประสิทธิภาพในการกำจัด PCDDs /PCDFs (ภาพที่ 3 และภาพที่ 4) มีคุณลักษณะ อุปกรณ์และการดำเนินงานคล้ายคลึงกับเตาเผาอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้ว คือต้องมีส่วนที่ป้อนศพเข้าเผามีส่วนที่เป็นห้องเผาที่แยกเป็นห้องเผาศพและเผาก๊าซ (after burning chamber) ส่วนที่จะใช้ประโยชน์จากความร้อน ส่วนที่จะทำให้ก๊าซแห้งและดูดฝุ่น ส่วนที่ติดตามตรวจสอบสารมลพิษและที่สำคัญที่สุดก็คือส่วนที่กำจัดสาร PCDDs/ PCDFs และโลหะหนักอื่นๆ (flue gas cleaning) ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในประเทศต่างๆ(0.1 ng. I-TEQ/Nm 3) สำหรับเตาเผาที่ปราศจากส่วนที่กำจัดสาร PCDDs/PCDFs นั้นจะมีสารพิษดังกล่าวออกมาสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่า ซึ่งเคยมีผลการวิเคราะห์จากเตาเผาศพ (ตารางที่ 8) เช่นนี้จากประเทศหนึ่งมาแล้ว




ผลรวมของ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดตามวิธีคิดแบบสหรัฐอเมริกา (ng.total/Nm 3 )
ผลการวัดแบบเปรียบเทียบค่าความเป็นพิษตามวิธีของยุโรปและประเทศอื่นๆ (ng.I-TEQ/Nm 3 )

มาตรการควบคุม PCDDs/PCDFs ในระดับโลก
สืบเนื่องจากคณะมนตรีประศาสน์การโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP Governing Council) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2538 มีมติให้องค์กรระหว่างชาติดำเนินการพิจารณาแนวนโยบายมาตรการและแผนปฏิบัติ ในการจัดการสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมซึ่งกำหนดไว้ในบทที่ 19 (Chapter 19) ตามแผนปฏิบัติเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกในศตวรรษที่ 21 (Agenda 21) หนึ่งในแผนปฏิบัติได้กำหนดกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อลดการเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants : POPs) เบื้องต้น12 ชนิด ทำให้กิจกรรมระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนการดำเนินการตามอนุสัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสารในกลุ่ม POPs มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไดอ๊อกซินและฟิวแรน (PCDDs และ PCDFs) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่ง สหประชาชาติ (UNEP) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ต้องการให้มีกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมการปลดปล่อยสาร POPs เบื้องต้น 12 ชนิดดังกล่าว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล เพื่อเตรียมกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้สำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเน้นที่สาร POPs ทั้ง 12 ชนิด รวมทั้งศึกษาและพิจารณาสาร POPs อื่นนอกเหนือจาก 12 ชนิดที่กำหนดไว้แล้วด้วย
กลไกทางกฎหมายนี้ได้มีการพิจารณาและเจรจาต่อรองระหว่างรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการประชุม ทั้งหมด 5 ครั้ง ใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่ พ.ศ. 2541-2543 โดยมีสมาชิกร่วมประชุมทั้งหมด 135 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศทั้งที่อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ องค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศ และองค์กรมหาชน รวมทั้งสิ้นจำนวน 67 องค์กร บัดนี้ การประชุมเจรจาเสร็จสมบูรณ์แล้วและได้ประกาศใช้เป็นอนุสัญญาเรียกว่า “Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants “ ซึ่งได้มีการลงนามในอนุสัญญานี้ในการประชุมที่ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2544 มีสมาชิกประเทศต่างๆ ลงนามไปแล้ว 92 ประเทศ 1 องค์กร (ประชาคมยุโรป) และมี 2 ประเทศที่ลงนามให้สัตยาบันเข้าเป็นประเทศภาคีในวันเดียวกับที่ลงนามในอนุสัญญา 2 ประเทศคือ แล้ว คือ ประเทศแคนาดาและประเทศฟิจิ สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ลงนามแล้วได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม หลังจากนั้นจะเปิดให้ประเทศที่ยังไม่ได้ลงนามได้ลงนาม ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ถึง 22 พฤษภาคม 2545 อย่างไรก็ตามอนุสัญญานี้ได้เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติได้หลังจากที่อนุสัญญาได้ปิดการให้ลงนามแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไป อนุสัญญาดังกล่าวจะมีการบังคับใช้ในวันที่เก้าสิบ (3 เดือน) หลังจากมีการส่งมอบสัตยาบันสาร ภาคยานุวัติสาร สารการยอมรับหรือสารการให้ความเห็นชอบฉบับที่ 50 และหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว ประเทศที่ให้สัตยาบัน ภาคยานุวัติ ยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบ จะเป็นภาคีก็ต่อเมื่อครบเก้าสิบวันนับจากวันที่ส่งมอบสารนั้นๆ ให้เลขาธิการสหประชาชาติ
      จุดมุ่งหมายของอนุสัญญาฯ คือ เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ ตกค้างยาวนาน สารเคมี POPs เบื้องต้น 12 ชนิดคือ อัลดริน (aldrin); คลอเดน (chlordane); ดีดีที (DDT) ; ดิลดริน (dieldrin); เอนดริน (endrin) ; เฮปตะคลอร์ (heptachlor) ; เอชซีบี (hexachlorobenzene) ; ไมเร็กซ์ (mirex); ท็อกซาฟีน (toxaphene); พีซีบี (Polychlorinated Biphenyls : PCBs); ไดอ๊อกซิน (Polychlorinated dibenzo-p-dioxins – PCDDs) และฟิวแรน (Polychlorinated dibenzofurans - PCDFs) สาร POPs เหล่านี้เป็นกลุ่มสารประกอบอินทรีย์ซึ่งถูกย่อยสลายได้ยากโดยแสงหรือสารเคมี หรือ โดยชีวภาพ ทำให้เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานานและสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ไกลมาก มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยมากแต่ละลายได้ดีในไขมันจึงเป็นผลให้มีการสะสมในไขมันของสิ่งมีชีวิต มีความเป็นพิษสูง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต การเจ็บป่วย และความพิการแต่กำเนิดของมนุษย์และสัตว์ เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อาการแพ้ และระบบประสาทไวต่อความรู้สึก ระบบประสาทส่วนกลางและรอบนอกถูกทำลาย ระบบการสืบพันธุ์บกพร่อง สาร POPs บางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงระบบฮอร์โมน ทำลายระบบการสืบพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกัน

พันธกรณีสำคัญที่ภาคีต้องปฏิบัติ หลังจากที่อนุสัญญา POPs มีผลบังคับใช้แล้ว คือ

1. ใช้มาตรการทางกฎหมาย/การบริหารในการห้ามผลิตและใช้สาร POPs 9 ชนิดแรก

2. จะนำเข้า/ส่งออกสาร POPs ได้ก็เฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่อนุญาตให้ทำได้ เช่น มีข้อยกเว้นพิเศษ เพื่อนำมาใช้เป็นสารกำจัดปลวก สารกำจัดแมลง สารเติมแต่ง สารละลาย เป็นต้น

3. ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการในการลดหรือเลิกการปล่อยสาร POPs จากกระบวนการผลิตภายใน 2 ปีหลังจากอนุสัญญา POPs บังคับใช้

4. ส่งเสริมการใช้สารทดแทน แนวปฏิบัติทางด้านสิ่งแวดล้อม และเทคนิคที่ดีที่สุด
5. ประกันว่า คลังสินค้าที่มีสาร POPs ต้องได้รับการดูแลไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์และ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องดูแลจัดการของเสียที่เกิดจากสาร POPs ในทำนองเดียวกัน
6. พยายามกำหนดแผนและปฏิบัติตามแผนเพื่ออนุวัติตามอนุสัญญา POPs และ ส่งรายงานให้ที่ประชุมภาคี ภายใน 2 ปี หลังจากอนุสัญญา POPs มีผลบังคับใช้
7. ให้ระดับผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายมีความเข้าใจเรื่อง POPs
8. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ POPs แก่สาธารณชน รวมทั้งกำหนดแผนและแนวปฏิบัติในการประชาสัมพันธ์ให้สตรี เด็ก และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาทราบเรื่อง POPs และภัยอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
9. สนับสนุนให้มีทำการวิจัยเรื่องผลกระทบต่าง ๆ จากสาร POPs ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ
10.ตั้งศูนย์ประสานงานระดับชาติเพื่อทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและหน้าที่อื่น ๆ 



ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ